Showing posts with label Technology. Show all posts
Showing posts with label Technology. Show all posts

Monday, July 28, 2014

DNA ข้าวแอฟริกา กุญแจไขปัญหาโลกอดอยาก

จากสถิติซึ่งรวบรวมโดย World food program (WFP) ระบุว่าในปี 2013
ผู้คนกว่า 842 ล้านคน (500 ล้านคนในเอเชีย) ยังได้รับอาหารไม่เพียงพอและมีส่วนให้ 45% ของเด็กในประเทศกำลังพัฒนาเสียชีวิตก่อนอายุ 5 ขวบ
เห็นได้ว่าความอดอยากเป็นปัญหาที่ไม่ธรรมดาของมนุษยชาติ


ล่าสุดได้ปรากฎความหวังใหม่ที่อาจจะช่วยให้มนุษยชาติเอาชนะปัญหานี้ได้เร็วขึ้น
โดยงานวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature Genetics ระบุว่านักวิจัยประสบความสำเร็จในการทำแผนที่รหัสพันธุกรรมของข้าวแอฟริกัน (Oryza glaberrima) ซึ่งทนทานต่อภาวะแห้งแล้งได้ดีกว่าข้าวเอเชีย (Oryza sativa)

ซึ่งหากนักวิจัยสามารถระบุรหัส DNA ส่วนที่เกี่ยวข้องกับความสามารถทนแล้งของข้าวแอพริกันได้ จะนำไปสู่การสร้างพันธุ์ข้าวชนิดใหม่ที่ทั้งทนแล้งและให้ผลผลิตมาก

"การปฏิวัติเขียวจะต้องเกิดขึ้นอีกครั้งเพื่อรับมือกับจำนวนประชากรโลกที่จะเพิ่มจาก 7 พันล้านคน เป็น 9 พันล้านคนในปี 2050 (พ.ศ. 2593) ซึ่งเราจำเป็นจะต้องมีพืชพันธุ์ที่ให้ผลผลิตมากกว่าปัจจุบัน 2-3 เท่า ในขณะที่ใช้ปุ๋ยและน้ำลดลง" 
ที่มา AFP

Tuesday, July 22, 2014

Cheese แท้ไม่ง้อวัว


กระแสรักษ์สุขภาพที่มาแรงทำให้คนไทยและทั่วโลกหันไปกินอาหารมังสวิรัติกันมากขึ้น ซึ่งเรื่องความเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพนั้นคงไม่ต้องพูดถึง
แต่เชื่อว่าหลายคนโดยเฉพาะผู้ที่เริ่มกินมังสวิรัติใหม่ๆ คงจะประสบปัญหาคิดถึงรสชาติของอาหารที่ปรุงจากเนื้อสัตว์และนมเป็นแน่

ล่าสุดห้องแลป 2 แห่งใน รัฐแคลิฟอเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ประสบความสำเร็จในการผลิตชีส (ที่มีรสชาติเหมือนของจริง) โดยไม่ใช้นมวัว แต่ใช้ยีสสำหรับอบขนมปังแทน

โดยการผลิตชีสนี้จะใช้การใส่ DNA ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเข้าไปในยีส ซึ่งยีสเหล่านี้จะผลิตโปรตีนนมออกมาและถูกนำไปผ่านกระบวนการทำชีสต่ออีกทีหนึ่ง



เพื่อให้มั่นใจว่าชีสที่ได้ปราศจากส่วนประกอบจากสัตว์จริง ทีมนักวิจัยซึ่งเรียกตนเองว่า San Francisco Bay Area iGEM นี้จะสร้าง DNA ที่ต้องใช้ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด โดยอาศัยต้นแบบจาก DNA ของวัว
นอกจากนี้ทีม San Francisco Bay Area iGEM ยังมีแผนที่จะผลิตยีสจากนมมนุษย์(?) โดยใช้ DNA มนุษย์เป็นพิมพ์เขียวแทน DNA วัว
โดย San Francisco Bay Area iGEM อธิบายว่าวิธีนี้จะได้วัตถุดิบที่มีสารอาหารเหมาะสมกับร่างกายมนุษย์มากกว่าและยังป้องกันอาการแพ้โปรตีนจากนมวัวได้อีกด้วย


พิเศษ! สำหรับผู้ที่อยากมีส่วนร่วมในการสร้างชีสแบบใหม่นี้ ทีม San Francisco Bay Area iGEM เปิดโครงการระดมทุนผ่านเว็บไซต์ Indie gogo ในชื่อ Real Vegan Cheese! โดยเปิดระดมทุนถึงวันที่ 10 สิงหาคม 
(Know-how ทั้งหมดจะถูกเปิดเผยเป็นสาธารณะสมบัติ)

Tuesday, July 15, 2014

ฟินแลนด์​ เตรียมทดสอบเครือข่ายขนส่งสาธารณะอัจฉริยะ "Smart Transport System"

การเดินทางแบบ Carpooling​ หรือที่หลาย(สิบปี?) ก่อนเมืองไทยเคยเรียกว่า ทางเดียวกันไปด้วยกัน นั่นเป็นระบบแชร์รถยนต์​ระหว่างผู้ที่จะเดินทางไปในเส้นทางเดียวกันทั้งรถยนต์​ส่วนตัวและแท็กซี่​ ซึ่งจะช่วยลดจำนวนรถยนต์​บนถนนรวมถึงการใช้น้ำมันลง
อย่างไรก็ตามโครงการดังกล่าวมีอันต้องล้มพับไปด้วยปัญหาหลายประการ

ปัจจุบันระบบ Carpooling​ กลับมาเป็นที่นิยมในหลายประเทศ เนื่องจากโซเชียลมีเดียและแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนช่วยให้การสื่อสารด้านคนและเส้นทางทำได้ง่ายขึ้นมาก









รวมถึงบริการ Carpooling โดยเฉพาะอีกหลายเจ้า
เช่น carpooling.com (ให้บริการ 9 ประเทศในยุโรป), 
carmacarpool (มีระบบแชร์แบบเรียลไทม์)










ล่าสุดที่เมือง Helsinki ประเทศ Finland ได้ตัดสินใจยกระดับการ Carpooling​ ไปอีกขั้นด้วยการนำมารวมกับระบบขนส่งสาธารณะ
โดยเทศบาลเมือง Helsinki ได้ตั้งเป้าหมายที่จะทดแทนรถยนต์ส่วนบุคคลส่วนใหญ่ในเมือง ด้วย
เครือข่ายระบบขนส่งสาธารณะที่รวมขนส่งมวลชน, carpoolและtaxi เข้าไว้ด้วยกัน

ตามโมเดลที่วางไว้ระบบดังกล่าวนี้จะมี "ผู้ให้บริการขนส่ง" ที่จะส่งข้อมูลแนะนำเส้นทางและวิธีการเดินทางที่คำนึงถึงข้อมูลการจราจรรวมถึงสภาพอากาศแก่ผู้ใช้แบบเรียลไทม์ ผ่านแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทดีไวซ์ ช่วยให้เดินทางถึงที่หมายได้สะดวก, ต่อเนื่องและรวดเร็ว
ทั้งนี้จะมีตัวเลือกการเก็บค่าใช้งานในหลายรูปแบบทั้งเหมาจ่ายรายเดือน (แถมตั๋วเดือนขนส่งมวลชนด้วย) หรือคิดตามระยะทาง

นอกจากนี้ Sonja Heikkilä วิศวกรขนส่งผู้เสนอไอเดียนี้กล่าวว่า คนรุ่นใหม่ไม่มองว่ารถยนต์เป็นเครื่องเแสดงสถานะอีกต่อไปแล้ว นอกจากนี้คนเหล่านี้ยังต้องการระบบขนส่งที่เรียบง่่าย, คล่องตัวและราคาถูกมากกว่า 

เทศบาลเมือง Helsinki วางแผนที่จะเริ่มทดสอบระบบนี้ในย่าน Vallila ช่วงปี 2015 และขยายพื้นที่มากขึ้นในปีต่อๆ ไปก่อนจะมาใช้อย่างเต็มรูปแบบในปี 2025 หรือในอีก 10 ปีต่อจากนี้

หากการทดสอบที่จะเกิดขึ้นในปีหน้าประสบผลสำเร็จ โมเดลการขนส่งสาธารณะนี้อาจเป็นคำตอบของปัญหาการจราจรในเมืองใหญ่ทั่วโลก (กทม. ภูเก็ตและเชียงใหม่ด้วย) ก็เป็นได้

ที่มา : helsinkitimes